แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวอย่างไร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวอย่างไร แสดงบทความทั้งหมด

ซื้อทัวร์ยังไง ไม่ให้ถูกหลอก ป้องกันทัวร์เถื่อน จากมิจฉาชีพมาหลอกลวง

กรกฎาคม 10, 2553
เนื่องจากในปัจจุบันมีกลุ่มมิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามาหลอกผู้คนในรูปแบบทัวร์มากขึ้น ซึ่งก็มีผู้ตกเป็นเหยื่อออกข่าวให้ได้เห็นบ่อยๆ ดังนั้นทางกรมการท่องเที่ยวจึงได้ออกมาเตือน และแนะนำประชาชนว่าให้ทำการตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าทัวร์ที่จะซื้อนั้นมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ถูกต้องหรือไม่ และเป็นบริษัทที่มีการนำทัวร์จริงหรือเปล่า โดยมีหลักในการซื้อทัวร์ไม่ให้ถูกหลอกดังนี้
1. มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง

ทางกรมการท่องเที่ยวได้มีการออก ใบอนุญาตประกอบธุรกิจทัวร์ให้กับบริษัททัวร์อย่างถูกต้อง ดังนั้นการเลือกซื้อทัวร์เพื่อไม่ให้ถูกหลอก จึงต้องดูด้วยว่าบริษัททัวร์ดังกล่าวมีใบอนุญาตหรือไม่ และที่สำคัญจะต้องยังไม่หมดอายุด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีการกำหนดให้ต่ออายุทุก 2 ปี หากไม่ได้ต่ออายุจะไม่สามารถจัดกรุ๊ปทัวร์ได้ นอกจากนี้บริษัททัวร์ที่จะซื้อ ควรสามารถที่จะตรวจสอบตัวตนได้ และมีการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงถ้ามีแผนที่การเดินทางไปยังบริษัทด้วยก็จะดีมาก โดยสามารถตรวจสอบตัวตนของบริษัทนำทัวร์ได้จาก http://www.tourism.go.th ทั้งนี้ผู้ที่หลอกลวงส่วนใหญ่มักจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทให้ได้ทราบ
2. ความน่าเชื่อถือ

บริษัททัวร์ที่ดีควรจะมีความน่าเชื่อถือสูง โดยดูได้จากการเป็นบริษัททัวร์ชั้นนำ และต้องไม่มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทบ่อยๆซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ดูน่าสงสัย นอกจากนี้ควรมีหลายๆ อย่างประกอบกัน เช่น มีเว็บไซต์ของบริษัทที่เปิดบริการมาเป็นเวลานานและไม่ใช่เว็บฟรี มีการระบุที่ตั้งของสำนักงานหรือบริษัทอย่างชัดเจน มีช่องทางในการติดต่อ เช่น เบอร์โทรศัพท์ แฟกซ์ และอีเมลล์ เป็นต้น และหากมีคนรู้จักเคยใช้บริการทัวร์มาก่อนก็จะดีมาก เพราะเป็นการยืนยันได้ดีว่าบริษัททัวร์ดังกล่าวมีตัวตนจริง
3. ราคา

อย่าหลงเชื่อกับราคาทัวร์ที่ถูกจนเกินไป เพราะพวกมิจฉาชีพส่วนใหญ่มักจะใช้จุดอ่อนในเรื่องของราคามาหลอกลวง ทำให้นักท่องเที่ยวหลงกลได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงควรลองเปรียบเทียบราคามาตรฐานดูก่อนว่าราคาทัวร์ดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าราคาแพงจะดีเสมอไป ควรดูที่คุณภาพและผลงานของบริษัททัวร์แห่งนั้นด้วย
4. มีถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดที่ไปเที่ยว

การซื้อทัวร์กับบริษัทที่มีสำนักงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว จะทำให้รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น นั่นก็เพราะเมื่อมีปัญหาก็สามารถที่จะเรียกบริษัททัวร์มาแก้ไขได้ทันที และมั่นใจได้ว่าไกด์นำเที่ยวจะมีความชำนาญในเส้นทางการท่องเที่ยวเป็นอย่างดี
5. ความชัดเจนของแพคเกจ

แพคเกจนำเที่ยวควรจะมีความชัดเจน โดยมีการบอกอย่างละเอียดว่ามีรายการท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง บริการต่างๆ ที่ถูกจัดอยู่ในแพคเกจทัวร์ และที่สำคัญต้องมีความชัดเจน ไม่คลุมเครือ
6. การชำระเงิน

การซื้อหรือจองทัวร์นำเที่ยวส่วนใหญ่ จะต้องมีการจ่ายเงินมัดจำก่อน 50% หรืออาจให้ชำระเงินเต็มจำนวนในทันที ซึ่งก่อนจะชำระเงินควรดูให้ดีก่อนว่าบัญชีธนาคารที่ต้องโอนเงินเข้านั้นเป็นชื่อของบริษัทหรือเปล่า และหากเป็นชื่อของบุคคลอื่นจะมีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน โดยเฉพาะหากมีการทวงถามค่าบริการหรือเร่งให้จ่ายเงินจนดูผิดสังเกตด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังและตรวจสอบอย่างเป็นพิเศษ
7. ถามคนรอบตัว

เพราะบริษัททัวร์ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัททัวร์ชื่อดัง ดังนั้นจึงต้องมีผู้รู้จักหรือเคยใช้บริการอยู่บ้าง ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อให้ลองสอบถามจากคนรู้จักดูก่อนว่ารู้จักบริษัททัวร์นี้ไหม เคยได้ยินชื่อบริษัทนี้หรือเปล่า นอกจากนี้อาจลองค้นหาบนอินเทอร์เน็ตดู เพราะจะต้องมีข้อมูลของบริษัททัวร์ไม่มากก็น้อย ที่สำคัญหากเป็นบริษัทที่หลอกลวง ก็อาจมีการแชร์ประสบการณ์ของผู้ที่เคยโดนหลอกมาก่อน

10 สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนไปเที่ยว หลีกเลี่ยงปัญหาในระหว่างการเดินทาง

กรกฎาคม 09, 2553
การเดินทางไปท่องเที่ยว ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม นักท่องเที่ยวควรมีการเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในระหว่างการเดินทาง เพราะบางครั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่ไป ก็อาจไม่มีร้านค้าให้จับจ่ายซื้อของอย่างครบครันเหมือนกับสถานที่บางแห่ง หรือราคาอาจจะแพงกว่ามาก เพราะฉะนั้นควรเตรียมตัวให้เรียบร้อยก่อนเพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับตัวเองและเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไปด้วยจะดีกว่า
1. เตรียมรถให้พร้อม

เมื่อเดินทางท่องเที่ยวด้วยการขับรถไปเอง ควรมีการตรวจเช็คสภาพรถให้พร้อม เพื่อการเดินทางอย่างปลอดภัยและไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะหากต้องเดินทางไกลหรือเดินทางเข้าป่า ก็ควรเตรียมน้ำมันและยางรถสำรองเอาไว้ด้วย
2. เตรียมแผนการเดินทาง

ควรเตรียมแผนในการเดินทางให้ดี ว่าจะต้องเดินทางด้วยพาหนะอะไร ใช้เส้นทางไหนบ้าง โดยสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางด้วยเครื่องบิน เรือหรือรถโดยสาร ควรเช็ควันเวลา และจองตั๋วให้เรียบร้อย ส่วนผู้ที่ต้องการขับรถไปเอง ก็ให้เช็คเส้นทางให้พร้อม เพื่อจะได้ไม่หลงนั่นเอง
3. เตรียมเรื่องที่พัก

ตามแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ที่พักมักจะเต็มอยู่เสมอ ดังนั้นหากต้องการจะไปพักที่ไหนก็ควรเช็คเรื่องสถานที่พักและทำการจองให้เรียบร้อยก่อนล่วงหน้า ก็จะทำให้สะดวกและหมดกังวลเรื่องที่พักมากขึ้น หรือสำหรับใครที่อยากจะกางเต๊นท์นอนท่ามกลางธรรมชาติ ก็ควรตรวจสอบความปลอดภัยในจุดที่ต้องการพักให้ดีก่อน พร้อมกับเตรียมเต็นท์และอุปกรณ์จำเป็นไปให้พร้อม
4. เตรียมร่างกายของตนเอง

ร่างกายเป็นสิ่งสำคัญที่ควรเตรียมให้พร้อมก่อนการเดินทาง โดยช่วงก่อนถึงวันเดินทางท่องเที่ยวควรดูแลตนเองไม่ให้เจ็บป่วย และเมื่อถึงวันก่อนเดินทาง 1 วัน ก็ควรนอนตั้งแต่ช่วงค่ำ เพื่อจะได้ไม่ตื่นสายและไม่เกิดความวุ่นวายตามมา โดยกรณีที่ต้องเดินทางในระยะไกล ก็ควรเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อน เพราะในระหว่างทางอาจไม่มีปั๊มน้ำมันที่มีห้องน้ำให้จอดแวะเข้านั่นเอง
5. เตรียมกระเป๋าเดินทาง

กระเป๋าเดินทางควรเตรียมให้พร้อม โดยเลือกเฉพาะของที่จำเป็นอย่างเช่น เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวต่างๆ และควรเลือกรูปแบบของกระเป๋าเดินทางให้มีความเหมาะสมกับการเดินทางด้วย เช่น กระเป๋าเป้สำหรับใส่ของไม่มากและสะดวกต่อการสะพายเมื่อเดินทางเข้าป่าหรือไปเที่ยวทะเล และที่สำคัญขนาดของกระเป๋าก็ควรมีความเหมาะสมด้วย
6. เตรียมของใช้ส่วนตัว

เมื่อไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ของใช้ส่วนตัวบางอย่างอาจไม่สามารถหาซื้อได้ง่าย ดังนั้นควรเตรียมให้พร้อมตั้งแต่ที่บ้านจะดีกว่า และเพื่อป้องกันการลืม แนะนำให้จดรายการของใช้ส่วนตัวที่จะเอาไปลงในกระดาษให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เตรียมจัดเตรียมให้ครบแล้วจึงนำจัดใส่ในกระเป๋าเดินทาง สำหรับใครที่คิดว่าสิ่งของบางอย่างไม่ต้องเอาไปก็ได้ ค่อยไปซื้อในสถานที่ท่องเที่ยวทีเดียว ถือเป็นความคิดที่ผิดมาก เพราะสิ่งของบางอย่างอาจไม่มีให้ซื้อหรือไม่ก็ราคาแพงกว่าทั่วไปมาก
7. เตรียมยาประจำตัวและยาสามัญ

เรื่องของสุขภาพและการเจ็บป่วยอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ยาจึงเป็นอีกสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ในการเดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นยาสามัญทั่วไป เช่น ยาพาราแก้ปวด ยาหม่อง ยาดม เป็นต้น หรือยาประจำตัวสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เท่านี้ก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ และไม่ต้องวุ่นวายกับการหาซื้อยาเมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น
8. เคลียร์งานหรือเรื่องสำคัญต่างๆ

สำหรับใครที่มีงานคั่งค้างอยู่หรือมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการ ก็ควรเคลียร์ให้พร้อม เพื่อจะได้เดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสนุก โดยไม่มีเรื่องให้ต้องกังวล และมั่นใจว่าจะไม่ถูกโทรตามให้กลับมาทำงานในระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินในการท่องเที่ยวไปกับครอบครัว ดังนั้นควรเคลียร์งานให้เรียบร้อย และอย่าลืมขอลาพักร้อนตามระยะเวลาที่ต้องการให้เรียบร้อยด้วย
9. เตรียมของกิน

ของกินตามสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมีราคาแพงมาก โดยเฉพาะบนเกาะหรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีฝรั่งเยอะ นอกจากนี้สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งก็อาจไม่มีร้านค้าในบริเวณใกล้เลย ทำให้หาของกินได้ยาก เพราะฉะนั้นจึงควรเตรียมไปให้พร้อม โดยอาจทำอาหารให้เรียบร้อยจากบ้าน หรือเตรียมของสด เตาแก๊สปิกนิก อุปกรณ์ปิ้งย่าง เพื่อไปปิกนิก ณ สถานที่ท่องเที่ยวเลยก็ได้
10. เตรียมเงิน

เงิน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเดินทางท่องเที่ยว เพราะต้องไว้ใช้สำหรับซื้อของกิน ซื้อของจำเป็น ค่าใช้จ่ายอื่นๆ จิปาถะ หรือใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น รถยางรั่วระหว่างทาง เป็นต้น ที่สำคัญควรเตรียมแบบเป็นเงินสดไปเลย ไม่ใช่แค่พกบัตรเครดิตหรือบัตร ATM เพราะในสถานที่ท่องเที่ยวอาจไม่มีตู้ ATM ให้กดเงินสดหรือมีร้านที่ให้รูดบัตรเครดิตได้ เพราะฉะนั้นควรคำนวณให้ดีว่าต้องใช้เงินในการเดินทางท่องเที่ยวเท่าไหร่ และพกเงินสำรองไปส่วนหนึ่ง เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เอกสารแรกที่นักท่องเที่ยว ต้องพิจารณา

กรกฎาคม 08, 2553
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กระแสการท่องเที่ยวในประเทศไทยถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้หลายคนมีความคิดที่อยากจะเริ่มต้นทำธุรกิจท่องเที่ยวเป็นของตัวเอง โดยอาจจะเป็นการตั้งโต๊ะทัวร์ การนำเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงการพาไปทัวร์ร้านอาหารดัง ๆ แต่ทั้งนี้ การจะประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ จะต้องมีการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ข้อมูลทั่วไปของธุรกิจนำเที่ยว

ธุรกิจนำเที่ยว คือ การนำนักท่องเที่ยวทั้งภายในและจากต่างประเทศ เดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเดินทางเพื่อจุดประสงค์อื่น โดยได้จัดให้มีบริการในการอำนวยความสะดวกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง เช่น สถานที่พัก ร้านอาหาร ทริปทัวร์ต่าง ๆ รวมถึงการจัดให้มีมัคคุเทศก์นำทาง การจะทำธุรกิจนำเที่ยว ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวก่อน เพราะถ้าหากไม่มีใบอนุญาต ก็มีโทษสูงถึงขั้นทั้งจำและปรับได้
ประเภทของใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว มีด้วยกัน 4 ประเภท คือ

    ใบอนุญาตนำเที่ยวเฉพาะพื้นที่ สามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ เฉพาะในจังหวัดที่จดทะเบียนและจังหวัดข้างเคียงเท่านั้น (เช่น จดที่เชียงใหม่ ก็จะนำเที่ยวได้แค่ที่เชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงที่ระบุเอาไว้) สามารถให้บริการได้เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยเท่านั้น การจดทะเบียนประเภทนี้ จะต้องวางเงินเพื่อเป็นหลักประกันจำนวน 10,000 บาท ที่สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว จะได้เลขทะเบียนที่มีเลข 13/xxxxx นำหน้า (เหมาะสำหรับไกด์ท้องถิ่น หรือธุรกิจนำเที่ยวเล็ก ๆ)
    ใบอนุญาตนำเที่ยวในประเทศ (Domestic) สามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ทุกที่ในประเทศไทย แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเที่ยวไปต่างประเทศ สามารถให้บริการได้เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยเท่านั้น การจดทะเบียนประเภทนี้ จะต้องวางเงินเพื่อเป็นหลักประกันจำนวน 50,000 บาท ที่สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว จะได้เลขทะเบียนที่มีเลข 12/xxxxx นำหน้า (เหมาะสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวเล็ก ๆ ในประเทศ เน้นนักท่องเที่ยวไทยเป็นหลัก)
    ใบอนุญาตนำเที่ยวแบบอินบาวด์ (Inbound) สามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ทุกที่ในประเทศไทย แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเที่ยวไปต่างประเทศ สามารถให้บริการได้เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเท่านั้น การจดทะเบียนประเภทนี้ จะต้องวางเงินเพื่อเป็นหลักประกันจำนวน 100,000 บาท ที่สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว จะได้เลขทะเบียนที่มีเลข 14/xxxxx นำหน้า (เหมาะสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวเล็ก ๆ เน้นการให้บริการชาวต่างชาติเป็นหลัก)
    ใบอนุญาตนำเที่ยวต่างประเทศ (Outbound) สามารถระกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถให้บริการได้ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ การจดทะเบียนประเภทนี้ จะต้องวางเงินเพื่อเป็นหลักประกันจำนวน 200,000 บาท ที่สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว จะได้เลขทะเบียนที่มีเลข 11/xxxxx นำหน้า (เหมาะสำหรับธุรกิจนำเที่ยวขนาดใหญ่ที่ให้บริการครบทุกความต้องการ)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว
1. ทำไมถึงต้องวางเงินประกัน?

เพราะเงินประกันที่นำมาวางนั้น จะถูกนำมาใช้หากเกิดความผิดพลาด ความเสียหายจนเป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้องจากนักท่องเที่ยว ถ้าหากว่าสิ้นสุดการฟ้องร้อง แล้วบริษัทไม่ได้ชดใช้ให้กับนักท่องเที่ยวตามที่กฎหมายกำหนด สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่เป็นฝ่ายเก็บเงินหลักประกันไว้ จะเป็นผู้นำเงินประกันนั้น ๆ มาชดใช้ให้กับนักท่องเที่ยวแทน
2. การต่อใบอนุญาต

จะต้องทำการต่อใบอนุญาตทุก ๆ 2 ปี เพื่อรักษาสถานภาพใบอนุญาตประกอบธุรกิจท่องเที่ยวไว้อยู่เสมอ (ถึงแม้ว่าจะหยุดทำกิจการไปชั่วคราวก็ตาม) โดยค่าธรรมเนียมในการขอต่อใบอนุญาต มีราคา 1,000 บาท ดังนั้นผู้ที่ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว จึงควรต่อใบอนุญาตตามกำหนดเสมอ เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่อง และไม่มีปัญหาตามมาในภายหลัง
3. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว และใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ไม่เหมือนกัน

ถ้าหากว่าทำธุรกิจ โดยที่ไม่ได้เป็นผู้นำเที่ยว หรือเป็นมัคคุเทศก์เอง ก็สามารถใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวอย่างเดียวได้ แล้วจ้างมัคคุเทศก์ที่มีบัตรอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์อย่างถูกต้องให้ทำหน้าที่แทน แต่ถ้าเป็นผู้นำแขกไปท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ก็จะต้องมีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (บัตรไกด์) ควบคู่ไปด้วย มิเช่นนั้นอาจจะถูกจำคุกหรือถูกปรับเนื่องจากมีการกระทำผิดทางกฎหมาย ดังนั้นหากประกอบธุรกิจนำเที่ยวในลักษณะแบบนี้ ก็ควรขอใบอนุญาตทั้งการประกอบธุรกิจนำเที่ยวและการเป็นมัคคุเทศก์ควบคู่กันไปด้วย
4. หากต้องการขายทัวร์ในอินเตอร์เน็ต

จะต้องขอใบอนุญาตนำเที่ยวแบบอินบาวด์ (ประเภทที่ 3) ขึ้นไปเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีความตั้งใจที่จะขายทัวร์ให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่การขอใบอนุญาตนำเที่ยวในประเทศ (Domestic) จะสามารถขายได้แบบตั้งโต๊ะเท่านั้น ไม่สามารถขายผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้
บทลงโทษกรณีไม่ได้ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

กรณีที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่มีใบอนุญาต จะมีบทลงโทษตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท ในรายที่มีการกระทำผิดพรบ.บางมาตรา เช่น มาตรา 30 ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวจะเรียกเก็บค่าบริการอื่นใดนอกจากที่ระบุไว้ตามคำโฆษณาหรือที่ตกลงกันล่วงหน้าไม่ได้ หากฝ่าฝืนอาจมีโทษถึงขั้นพักใบอนุญาต หรืออาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ ส่วนกรณีที่กระทำการเป็นมัคคุเทศก์ โดยที่ไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ จะมีบทลงโทษตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 คือ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องให้ความใส่ใจ ไม่ควรละเลยเป็นอันขาด เพราะหากไม่มีใบอนุญาตก็ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ และหากฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษด้วยการจำคุกและปรับ ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อย ดังนั้นควรขอใบอนุญาติให้เรียบร้อยก่อนจะดีที่สุด

เที่ยวกับทัวร์ อย่างไรให้สนุก ซื้อทัวร์ยังไง ไม่ให้ถูกหลอก บทความนี้ต้องอ่าน

กรกฎาคม 08, 2553
ในปัจจุบัน หลายคนเริ่มหันมาเที่ยวกับบริษัททัวร์กันมากขึ้น เพราะด้วยความสะดวกสบายและไม่ต้องกลัวหลง เนื่องจากทัวร์ส่วนใหญ่จะรู้เส้นทางการท่องเที่ยวเป็นอย่างดีอยู่แล้ว นอกจากนี้กรณีที่ไปเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ก็สามารถขอส่วนลดสำหรับการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปได้ แต่จะเที่ยวไปกับทัวร์อย่างไรให้สนุกและมีความสุขที่สุด ก็มีเทคนิคดังนี้
1. ต้องมีความอดทน

บางครั้งในการไปเที่ยวไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยตัวเองหรือเดินทางไปกับทัวร์ ก็อาจมีเหตุบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจมากนัก เช่น อาหารไม่ถูกปาก มีปัญหากับเพื่อนร่วมทริปที่ไปเที่ยวด้วยกัน รถติด หรือเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่นรถเฉี่ยวชน ทำให้เวลาในการเที่ยวล่าช้าและลดน้อยลง โดยปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์หรือควบคุมได้ ดังนั้นจึงต้องมีความอดทน เพื่อให้บรรยากาศในการท่องเที่ยวไม่หมดสนุกลงซะก่อน อย่างไรก็ได้ไปเที่ยวตามที่จัดทัวร์ไว้
2. ตื่นเช้ากว่าปกติ

การไปเที่ยวกับทัวร์ ส่วนใหญ่จะมีการกำหนดเวลารถออกอย่างชัดเจน โดยอาจมีการเลทให้ได้บ้างเล็กน้อย แต่ทางที่ดีควรเตรียมตัวให้พร้อมและไปถึงจุดนัดหมายตามกำหนดเวลาดีกว่า ดังนั้นจึงควรตื่นให้เช้ากว่าปกติสักนิด เพื่อเผื่อเวลาในการเตรียมตัวและเช็คของที่จะนำไปให้ครบถ้วน ไม่ขาดตกบกพร่อง จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง และอย่าลืมเผื่อเวลาในการเดินทางไปยังสถานที่นัดพบ โดยเฉพาะหากเป็นเขตกรุงเทพและปริมณฑล เพราะส่วนใหญ่รถจะติดมาก ซึ่งอาจทำให้การเดินทางล่าช้าและสายได้ และคงไม่ดีแน่หากเดินทางไปถึงสถานที่นัดพบเป็นคนสุดท้ายในขณะที่คนอื่นๆ ได้รอคอยอยู่นานแล้ว
3. อย่ากลัวการพูดคุยกับคนอื่น

ถึงแม้ว่าเพื่อนร่วมเดินทางในการท่องเที่ยวครั้งนี้ จะเป็นคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยหรือไม่รู้จักมาก่อน ก็ไม่ควรปล่อยให้ความเงียบเข้ามาครอบงำ และทำให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นอะไรที่อึดอัด ดังนั้นหากต้องนั่งข้างกับคนที่ไม่รู้จักหรือไม่สนิท ก็ควรกล้าที่จะชวนคุยและผูกมิตรกันเข้าไว้ ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้เพื่อนคุยใหม่ๆ แล้ว ก็จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ไม่น่าเบื่อและเงียบเหงาจนเกินไป หรืออาจมีการทักทาย พูดคุยกับไกด์บ้าง ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นกันเองมากขึ้น
4. ถ่ายภาพให้ได้เยอะที่สุด

อีกหนึ่งสิ่งที่จะพลาดไม่ได้เลยในการเดินทางท่องเที่ยว ก็คือการเก็บภาพแห่งความทรงจำไว้ให้เยอะที่สุด เพราะโอกาสดีๆ ที่ได้มาสัมผัสกับความสวยงามและบรรยากาศดีๆ ของสถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้ไม่ได้มีได้ง่ายๆ และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนี้อีกไหม ดังนั้นเมื่อได้ไปเที่ยวก็ให้ถ่ายภาพทุกช็อตทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นภาพสวยๆ ของธรรมชาติ สถานที่ หรือภาพถ่ายคู่กับเพื่อนๆ ครอบครัวและภาพเดี่ยวๆ ท่ามกลางธรรมชาติ รวมถึงภาพขณะการเดินทางที่อยู่บนรถทัวร์ อย่างน้อยภาพถ่ายเหล่านี้ก็จะเป็นภาพความทรงจำดีๆ ที่จะทำให้รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้เปิดดู
5. อย่าคาดหวังจนเกินไป

เมื่อมีการคาดหวังเอาไว้สูงและสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปอย่างที่หวังเอาไว้ ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกแย่ ดังนั้นควรเปิดใจกับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นตลอดการเดินทางท่องเที่ยว และอย่าได้คาดหวังเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อเจอผู้ร่วมทางใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน อย่าเพิ่งด่วนสรุปเพียงแค่เห็นหน้าว่าเขาเป็นคนไม่น่าคบ ลองเข้าไปทักทายทำความรู้จักดู ไม่แน่อาจได้เพื่อนร่วมทางที่คุยถูกคอ และทำให้ตลอดการเดินทางเต็มไปด้วยความสนุกก็ได้ แต่หากเจอกับบุคคลที่พูดคุยไม่เข้ากันเลยและรู้สึกไม่ค่อยชอบ ก็ไม่ควรที่จะเก็บเอาความรู้สึกเหล่านี้มาใส่ใจ เพราะจะทำให้การท่องเที่ยวเสียบรรยากาศได้ หรือหากในวันที่ออกเดินทางท่องเที่ยว สภาพอากาศไม่เป็นใจ มีเมฆมาบดบังความสดใสไปหมด ก็ให้คิดว่านี่เป็นอีกแง่มุมและอีกบรรยากาศหนึ่งทีน่าเที่ยวไม่แพ้กัน เท่านี้ก็จะทำให้การท่องเที่ยวเต็มไปด้วยความสุขตลอดการเดินทางแล้ว
6. เก็บบันทึกแต่เรื่องราวที่ดี

การเดินทางท่องเที่ยวไปกับทัวร์ อาจมีทั้งเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้เกิดความสุขและเรื่องราวแย่ๆ ที่ทำให้รู้สึกหมดสนุก แต่ก็สามารถที่จะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนั้นมีแต่ความทรงจำที่มีความสุขได้ ด้วยการลืมเรื่องแย่ๆ ไป และเก็บบันทึกแต่เรื่องราวดีๆ ไว้ในความทรงจำ โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้มีความสุขและเกิดความประทับใจ เท่านี้เมื่อนึกถึงวันที่ได้ออกเดินทางท่องเที่ยวเมื่อไหร่ ก็จะมีแต่ภาพแห่งความสุข สนุก และพร้อมที่จะเล่าเรื่องราวความประทับใจให้เพื่อนๆ ได้ฟังอย่างเต็มที่โดยไม่มีติดขัด
7. ดูแลสุขภาพของตัวเองเสมอ

การท่องเที่ยวอาจจะหมดสนุกได้เมื่อมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้น ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะในเรื่องของการทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่อาจทำให้ท้องอืดหรือท้องเสียได้ และล้างมือให้สะอาดก่อนทานอาหารทุกครั้ง เพราะหากเกิดอาการท้องเสียขึ้นระหว่างการเดินทาง คงทำให้หมดสนุกและเป็นปัญหามาก เนื่องจากหาห้องน้ำเข้าได้ยากนั่นเอง นอกจากนี้ควรพกยาสามัญหรือยาประจำตัวติดตัวไปด้วยเสมอ เมื่อมีอาการป่วยจะได้กินยาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นจนเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวได้ เพราะฉะนั้นหากต้องการท่องเที่ยวไปกับทัวร์อย่างสนุกและมีความสุขที่สุด ก็ควรดูแลสุขภาพของตนเองไปตลอดการเดินทาง

ต้องการเที่ยวกับทัวร์ให้สนุกและมีความสุข 7 เคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยได้ นอกจากนี้ควรวางแผนจัดการธุระและงานต่างๆ ก่อนการเดินทางให้พร้อม จะได้ไม่ต้องรู้สึกกังวลตลอดการเดินทาง ซึ่งทำให้หมดสนุกได้
ซื้อทัวร์ยังไง ไม่ให้ถูกหลอก

เนื่องจากในปัจจุบันมีกลุ่มมิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามาหลอกผู้คนในรูปแบบทัวร์มากขึ้น ซึ่งก็มีผู้ตกเป็นเหยื่อออกข่าวให้ได้เห็นบ่อยๆ ดังนั้นทางกรมการท่องเที่ยวจึงได้ออกมาเตือน และแนะนำประชาชนว่าให้ทำการตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าทัวร์ที่จะซื้อนั้นมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ถูกต้องหรือไม่ และเป็นบริษัทที่มีการนำทัวร์จริงหรือเปล่า โดยมีหลักในการซื้อทัวร์ไม่ให้ถูกหลอกดังนี้
1.มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง

ทางกรมการท่องเที่ยวได้มีการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจทัวร์ให้กับบริษัททัวร์อย่างถูกต้อง ดังนั้นการเลือกซื้อทัวร์เพื่อไม่ให้ถูกหลอก จึงต้องดูด้วยว่าบริษัททัวร์ดังกล่าวมีใบอนุญาตหรือไม่ และที่สำคัญจะต้องยังไม่หมดอายุ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีการกำหนดให้ต่ออายุทุก 2 ปี หากไม่ได้ต่ออายุจะไม่สามารถจัดกรุ๊ปทัวร์ได้ นอกจากนี้บริษัททัวร์ที่จะซื้อ ควรสามารถที่จะตรวจสอบตัวตนได้ และมีการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงถ้ามีแผนที่การเดินทางไปยังบริษัทด้วยก็จะดีมาก โดยสามารถตรวจสอบตัวตนของบริษัทนำทัวร์ได้จาก http://www.tourism.go.th นั่นเอง ทั้งนี้ผู้ที่หลอกลวงส่วนใหญ่มักจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทให้ได้ทราบ
2.ความน่าเชื่อถือ

บริษัททัวร์ที่ดีควรจะมีความน่าเชื่อถือสูง โดยดูได้จากการเป็นบริษัททัวร์ชั้นนำและต้องไม่มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทบ่อยๆ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ดูน่าสงสัย นอกจากนี้ควรมีหลายๆ อย่างประกอบกัน เช่น มีเว็บไซต์ของบริษัทที่เปิดบริการมาเป็นเวลานานและไม่ใช่เว็บฟรี มีการระบุที่ตั้งของสำนักงานหรือบริษัทอย่างชัดเจน มีช่องทางในการติดต่อ เช่น เบอร์โทรศัพท์ แฟกซ์ และอีเมลล์ เป็นต้น  และหากมีคนรู้จักเคยใช้บริการทัวร์มาก่อนก็จะดีมาก เพราะเป็นการยืนยันได้ดีว่าบริษัททัวร์ดังกล่าวมีตัวตนจริง และไม่หลอกลวง
3.ราคา

อย่าหลงเชื่อกับราคาทัวร์ที่ถูกจนเกินไป เพราะพวกมิจฉาชีพส่วนใหญ่มักจะใช้จุดอ่อนในเรื่องของราคามาหลอกลวง ทำให้นักท่องเที่ยวหลงกลได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงควรลองเปรียบเทียบราคามาตรฐานดูก่อนว่าราคาทัวร์ดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าราคาแพงจะดีเสมอไป ควรดูที่คุณภาพและผลงานของบริษัททัวร์แห่งนั้น
4.มีถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดที่ไปเที่ยว

การซื้อทัวร์กับบริษัทที่มีสำนักงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว จะทำให้รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น นั่นก็เพราะเมื่อมีปัญหาก็สามารถที่จะเรียกบริษัททัวร์มาแก้ไขได้ทันที และมั่นใจได้ว่าไกด์นำเที่ยวจะมีความชำนาญในเส้นทางการท่องเที่ยวเป็นอย่างดี
5.ความชัดเจนของแพคเกจ

แพคเกจนำเที่ยวควรจะมีความชัดเจน โดยมีการบอกอย่างละเอียดว่ามีรายการท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง บริการต่างๆ ที่ถูกจัดอยู่ในแพคเกจทัวร์ และที่สำคัญต้องมีความชัดเจน ไม่คลุมเครือ
6.การชำระเงิน

การซื้อหรือจองทัวร์นำเที่ยวส่วนใหญ่ จะต้องมีการจ่ายเงินมัดจำก่อน 50% หรืออาจให้ชำระเงินเต็มจำนวนในทันที ซึ่งก่อนจะชำระเงินควรดูให้ดีก่อนว่าบัญชีธนาคารที่ต้องโอนเงินเข้านั้นเป็นชื่อของบริษัทหรือเปล่า และหากเป็นชื่อของบุคคลอื่นจะมีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน โดยเฉพาะหากมีการทวงถามค่าบริการหรือเร่งให้จ่ายเงินจนดูผิดสังเกตด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังและตรวจสอบอย่างเป็นพิเศษ
7.ถามคนรอบตัว

เพราะบริษัททัวร์ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัททัวร์ชื่อดัง ดังนั้นจึงต้องมีผู้รู้จักหรือเคยใช้บริการอยู่บ้าง ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อให้ลองสอบถามจากคนรู้จักดูก่อนว่ารู้จักบริษัททัวร์นี้ไหม เคยได้ยินชื่อบริษัทนี้หรือเปล่า นอกจากนี้อาจลองค้นหาบนอินเทอร์เน็ตดู เพราะจะต้องมีข้อมูลของบริษัททัวร์ไม่มากก็น้อย ที่สำคัญหากเป็นบริษัทที่หลอกลวง ก็อาจมีการแชร์ประสบการณ์ของผู้ที่เคยโดนหลอกมาก่อน

เทคนิคการพายเรือคายัค พายอย่างไรให้ถูกวิธี ไม่จมกลางน้ำ

กรกฎาคม 05, 2553
การพายเรือคายัค เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยว ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งก็มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งด้วยกัน โดยเฉพาะแพที่พักบนเขื่อนเชี่ยวหลาน ที่เปิดให้บริการพายเรือคายัค ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือเพื่อพักผ่อนชมวิวเพลินๆ หรือการพายเรือล่องแก่งก็ตาม แต่ทั้งนี้การจะพายเรือคายัคให้สนุกและคุ้มค่าที่สุดก็ต้องมีเทคนิคกันหน่อย พร้อมด้วยข้อควรระวังที่จะต้องทำความเข้าใจก่อนเริ่มพายจริง นั่นก็เพื่อความปลอดภัยจากการพายเรือคายัคนั่นเอง
ประเภทของเรือคายัค

สำหรับประเภทของเรือคายัค ก็จะมี 2 แบบด้วยกัน และมีความเหมาะสมของการใช้งานที่แตกต่างกันไป ซึ่งได้แก่
1. เรือคายัคแบบ Sit-inside

เรือคายัคประเภทนี้จะเป็นแบบดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยเริ่มแรก โดยผู้พายจะต้องสอดตัวเข้าไปในเรือคายัค ซึ่งจะมีผ้าคลุมปิดอย่างดี เพื่อไม่ให้น้ำเข้ามาในเรือได้ แต่ก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก แม้จะมีให้เลือกทั้งแบบล่องแก่งและแบบท่องเที่ยวเพื่อความเพลิดเพลินก็ตาม เพราะมีความยุ่งยากตรงที่ต้องสอดตัวเข้าในเรือนั่นเอง
2. เรือคายัคแบบ Sit-on-top

เรือคายัคประเภทนี้ได้มีการพัฒนามาจากแบบแรก ทำให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวกกว่าเดิม เพราะไม่ต้องสอดตัวเข้าไปในเรือเหมือนกับเรือแบบแรก โดยเรือประเภทนี้ ตัวเรือจะถูกปิดหมดเพื่อป้องกันน้ำเข้าเรือ ส่วนผู้พายก็จะนั่งอยู่ด้านบนของเรือนั่นเอง นอกจากนี้ก็จะมีรูระบายน้ำ เพื่อให้น้ำที่กระเซ็นเข้ามาระบายออกไปได้ จึงไม่ทำให้เรือจม
เทคนิคและวิธีการพายเรือคายัค

การพายเรือคายัค จะต้องมีเทคนิคเพื่อให้การพายเรือเป็นเรื่องง่ายและสนุกมากขึ้น โดยมีเทคนิคและวิธีการพายเรือดังนี้
1. ผู้พายต้องนั่งเหยียดขาไปกับพื้นเรือ

เพื่อให้การพายเรือเป็นไปอย่างง่ายดายและเรือเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น ผู้พายจะต้องนั่งเหยียดขาราบไปกับพื้นเรือ แล้วใช้ไม้พายพายเรือสลับซ้ายขวาไปเรื่อยๆ ซึ่งการพายแบบนี้จะทำให้เกิดแรงส่งที่ทำให้เรือสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เร็วกว่าเดิม แต่หากต้องการพายเรือถอยหลัง ก็ให้จุ่มไม้พายด้านใดด้านหนึ่งไปข้างหลัง แล้วผลักพายไปข้างหน้า โดยทำสลับกันซ้ายขวาเช่นกัน แต่จะต้องใช้การบิดเอวและลำตัว เพื่อให้พายง่ายขึ้นด้วย
2. จุ่มไม้พายด้านหนึ่งลงในน้ำเพื่อเบรก

เมื่อต้องการเบรกหรือชะลอความเร็วของเรือคายัค ให้ผู้พายจุ่มไม้พายด้านใดด้านหนึ่งลงในน้ำ จากนั้นให้ผลักไม้พายไปข้างหน้า โดยทำสลับกันซ้ายขวาไปเรื่อยๆ เรือก็จะชะลอความเร็วลงและหยุดในที่สุด เป็นเทคนิคการเบรกเรือที่ทำได้ไม่ยากเลย
3. เทคนิคการพายเรือเพื่อเลี้ยวซ้ายขวา

การพายเรือเลี้ยวซ้ายขวาเป็นอีกหนึ่งเทคนิคสำคัญที่ผู้พายจะต้องมีความเข้าใจและทำได้ โดย

    การเลี้ยวซ้าย ให้จุ่มไม้พายลงน้ำทางด้านขวา โดยมือซ้ายอยู่ในระดับแก้ม จากนั้นให้ผลักแขนซ้ายไปข้างหน้าแล้วใช้แขนขวากวาดพายมาด้านหลังจนสุด ตามด้วยยกขึ้น และทำซ้ำแบบนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เรือเลี้ยวไปทางซ้าย
    การเลี้ยวขวา ให้จุ่มไม้พายลงน้ำทางด้านซ้าย โดยมือขวาอยู่ในระดับแก้ม จากนั้นให้ผลักแขนขวาไปข้างหน้าแล้วใช้แขนซ้ายกวาดพายมาด้านหลังจนสุด ตามด้วยยกขึ้น ทำแบบนี้ซ้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เรือเลี้ยวไปทางขวา

ข้อควรระวังในการพายเรือคายัคเพื่อความปลอดภัย

เพื่อให้การพายเรือคายัคเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุด จะต้องปฏิบัติตามข้อควรระวังอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายในขณะที่กำลังพายเรืออยู่นั่นเอง ซึ่งก็มีข้อควรระวังที่ควรรู้ดังต่อไปนี้
1. ตรวจเช็คเรือและอุปกรณ์ให้พร้อม

ก่อนเริ่มพายเรือคายัคทุกครั้ง จะต้องเช็คให้พร้อมก่อนว่าเรือและอุปกรณ์ที่จะใช้ในการพายมีความพร้อมหรือไม่ โดยเรือจะต้องมีความสมบูรณ์แบบ และไม้พายก็จะต้องอยู่ในสภาพดี แข็งแรงเช่นกัน นอกจากนี้ก็อย่าลืมสิ่งสำคัญอย่างเช่น กระเป๋าหรือถุงที่กันน้ำได้ และอุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ เป็นต้น
2. อย่าลืมสวมเสื้อชูชีพ

แม้จะมีการตรวจสภาพเรือและอุปกรณ์สำหรับพายเรืออย่างดีมากแค่ไหน แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะสวมเสื้อชูชีพด้วยเช่นกัน เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ จึงต้องเซฟเรื่องความปลอดภัยให้ดีก่อน ซึ่งหากมีเหตุผิดพลาดอย่างเช่น เรือล่ม เกิดขึ้น อย่างน้อยก็ยังมีเสื้อชูชีพที่จะช่วยพยุงตัวคุณไม่ให้จมน้ำได้นั่นเอง นอกจากนี้ควรใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมเช่นกัน
3. ไม่ขึ้นเรือเกินน้ำหนักที่กำหนด

การพายเรือคายัคตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มักจะมีการระบุอย่างชัดเจนว่าเรือสามารถรับน้ำหนักได้ไม่เกินเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นควรทำตามอย่างเคร่งครัด โดยห้ามไม่ให้ขึ้นนั่งบนเรือคายัคเกินจากน้ำหนักที่กำหนดเด็ดขาด เพราะจะทำให้เสี่ยงเรือจมและเกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งน้ำหนักที่ว่านี้ก็รวมถึงน้ำหนักสิ่งของ สัมภาระที่จะนำขึ้นไปบนเรือด้วย

การพายเรือคายัค จะต้องมีเทคนิคที่ดีในการพาย และต้องเตรียมพร้อมเรื่องความปลอดภัยให้ดี เพื่อการพายเรือจะได้เต็มไปด้วยความสนุกและไม่เกิดอันตรายขึ้นมาในขณะที่กำลังพายนั่นเอง โดยเทคนิคเหล่านี้ก็สามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งก็รับรองเลยว่าจะทำให้การพายเรือคายัคของคุณมีแต่ความสนุกและความราบรื่นตลอดการพายเรืออย่างแน่นอน

ขั้นตอนการเข้าพัก (ในโรงแรม, รีสอร์ท) พักอย่างไรให้ถูกวิธี

กรกฎาคม 04, 2553
สำหรับคนที่มักจะเดินทางไปท่องเที่ยวและพักแรมตามโรงแรมหรือรีสอร์ทบ่อยๆ จำเป็นที่จะต้องรู้เกี่ยวกับขั้นตอนในการเข้าพักอย่างละเอียด รวมถึงสิ่งที่ควรทำ ไม่ควรทำ และข้อควรระวังต่างๆ ในการเข้าพัก ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมานั่นเอง โดยมีรายละเอียดที่จะต้องรู้และทำความเข้าใจดังนี้
ขั้นตอนในการเข้าพักโรงแรมและรีสอร์ท

ขั้นตอนในการเข้าพักในโรงแรมและรีสอร์ท มีขั้นตอนที่สำคัญดังต่อไปนี้
1. การจองห้องพัก

เริ่มต้นจากการจองห้องพักก่อน โดยสามารถจองได้สองวิธี คือ การจองห้องพักโดยตรงผ่านทางโทรศัพท์หรือไปจองที่โรงแรม และการจองผ่านทางเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการรับจองนั่นเอง ซึ่งก็มีวิธีการจองดังนี้

    การจองโดยตรง ให้โทรศัพท์ไปยังโรงแรมหรือรีสอร์ท พร้อมแจ้งรายละเอียดที่สำคัญให้ชัดเจน เช่น เข้าพักกี่คน ต้องการห้องพักแบบไหน อยากได้บริการเสริมอะไรบ้าง วันที่เช็คอิน ข้อมูลการติดต่อ และอื่นๆ ที่ทางพนักงานสอบถาม ส่วนใครที่สะดวกเดินทางไปโรงแรมหรือรีสอร์ทโดยตรง ก็สามารถไปจองกับทางโรงแรมได้เลย ซึ่งก็มีข้อดีตรงที่สามารถดูห้องจริงได้ด้วย
    การจองผ่านเว็บไซต์รับจอง โดยในปัจจุบันก็มีเว็บไซต์ที่เปิดให้จองห้องพักเป็นจำนวนมาก สามารถจองผ่านเว็บไซต์เหล่านั้นได้เลย แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูด้วยว่าเว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน เพราะอาจเจอกับเว็บไซต์ที่เป็นพวกมิจฉาชีพได้นั่นเอง

2. การเช็คอิน

เมื่อถึงวันเข้าพัก ให้เข้าไปที่ประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งชื่อที่ได้ทำการจองห้องพักเอาไว้ พร้อมกับยื่นบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต เพื่อให้พนักงานตรวจเช็คข้อมูลและกรอกรายละเอียดของผู้เข้าพักลงไปในระบบของโรงแรม รวมถึงเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่เพื่อให้ติดต่อง่ายขึ้น นอกจากนี้ทางโรงแรมก็อาจจะขอเงินประกันเพิ่มเติม เพื่อป้องกันห้องพักเสียหาย ซึ่งจะเป็นจำนวนเงินมากน้อยเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงแรมด้วย
3. การเช็กเอาท์

สำหรับการเช็กเอาท์ออกจากโรงแรมที่พัก จะต้องเช็กเอาท์ให้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ เพราะหากเกินเวลาก็อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ดังนั้นควรเช็คเวลาที่ต้องเช็กเอาท์ให้ดี และที่สำคัญต้องจัดเตรียมเสื้อผ้าข้าวของให้เรียบร้อยก่อนถึงเวลาเช็กเอาท์ด้วย จะได้ไม่ลืมของเอาไว้นั่นเอง
สิ่งที่ควรทำเมื่อเข้าพัก

เมื่อเข้าพักในโรงแรมหรือรีสอร์ท มีสิ่งที่ผู้เข้าพักควรทำ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและเพื่อความปลอดภัยของตนเองตลอดจนทรัพย์สินดังต่อไปนี้

    อ่านกฎของโรงแรม และทำตามกฎอย่างเคร่งครัด เพราะหากทำผิดกฎอาจจะต้องเสียค่าปรับเพิ่มเติมและมีปัญหาตามมาได้นั่นเอง
    ตรวจสอบล็อคประตูให้ดี ว่าสามารถใช้งานได้ปกติหรือไม่ คือจะต้องล็อคได้อย่างแน่นหนาและไม่มีการชำรุดเสียหาย ทั้งนี้หากมีความผิดปกติใดที่ล็อคประตู ควรแจ้งให้พนักงานของทางโรงแรมมาแก้ไขให้ทันที
    ตรวจสอบปลั๊กไฟในห้อง เพื่อป้องกันไฟช็อตหรือไฟฟ้าลัดวงจรที่อาจก่อให้เกิดไฟไหม้ได้
    ห้ามเปิดประตูห้องให้กับคนแปลกหน้าเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนในครอบครัวเอง
    ควรชาร์จแบตโทรศัพท์ให้เต็มอยู่เสมอ จะได้พร้อมใช้งานตลอดเวลา และต้องพกติดตัวไปด้วยทุกครั้ง หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จะได้ติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทัน

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเข้าพัก

เพื่อการเข้าพักภายในโรงแรมและรีสอร์ทอย่างปลอดภัย มีสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด ดังต่อไปนี้

    ทำเสียงดังโวยวาย เพราะโรงแรมรีสอร์ทส่วนใหญ่มักจะมีผู้เข้าพักเป็นจำนวนมาก การทำเสียงดังโวยวายจึงอาจจะไปรบกวนห้องข้างๆ ได้ ซึ่งก็จะเกิดปัญหาความไม่พอใจกันตามมานั่นเอง
    ลักลอบนำสัตว์เข้าห้องพัก โดยโรงแรมส่วนใหญ่มักจะมีกฎข้อห้ามไม่ให้นำสัตว์เข้าห้องพักอย่างเด็ดขาด ซึ่งหากนำเข้าไปแล้วถูกจับได้ ก็จะต้องเสียค่าปรับตามที่ทางโรงแรมกำหนด
    วางของมีค่าไว้นอกกระเป๋า จะทำให้เสี่ยงต่อการถูกลักขโมย ลืมเก็บ หรือทำหล่นหายได้ ดังนั้นทางที่ดีควรเก็บไว้ในกระเป๋าตลอดเวลาจะดีกว่า
    หยิบของในห้องติดมือกลับไป การทำแบบนี้แม้ว่าจะเป็นของที่ไม่ได้มีมูลค่ามากมาย ก็เข้าข่ายเป็นการลักขโมยเช่นกัน เพราะฉะนั้นไม่ควรหยิบของในห้องพักกลับไปด้วยอย่างเด็ดขาด

ข้อควรระวังในการเข้าพักโรงแรมและรีสอร์ท

การเข้าพักในโรงแรมและรีสอร์ท มีข้อควรระวังที่จะต้องทำความเข้าใจ เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้เข้าพักเอง ซึ่งข้อควรระวังได้แก่

    อย่าบอกเลขห้องของตนเองให้กับคนอื่นรู้ แม้จะเป็นการบอกโดยไม่ได้ตั้งใจก็ตาม โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไปพักคนเดียว
    ต้องสอบถามเรื่องราคาค่าใช้จ่ายให้เรียบร้อย เพราะคงไม่ดีแน่ หากวันเช็กเอาท์แล้วพบว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนเกินเพิ่มเข้ามาจนน่าตกใจ ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมจ่ายไปแบบงงๆ
    ในขั้นตอนการจองห้องพัก หากจองจากเว็บไซต์ ต้องดูให้ดีว่าเว็บไซต์เชื่อถือได้หรือไม่

การเข้าพักในโรงแรมและรีสอร์ทจะต้องทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง และทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำ ไม่ควรทำ รวมถึงข้อควรระวังอย่างชัดเจน เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาในระหว่างเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการถูกโกง การมีปัญหากับทางโรงแรม หรือเรื่องของความปลอดภัย ที่สำคัญอย่าลืมอ่านกฎระเบียบของทางโรงแรมให้ดีก่อน จะได้ไม่เผลอทำผิดกฎโดยไม่รู้ตัว

เทคนิคน่ารู้ เตรียมตัวอย่างไร เพื่อขับรถเที่ยวให้ปลอดภัย

กรกฎาคม 02, 2553
เมื่อต้องขับรถไปเที่ยว สิ่งสำคัญที่จะต้องให้ความใส่ใจมากที่สุด ก็คือการเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและเต็มไปด้วยความสนุกนั่นเอง ซึ่งวันนี้ก็มีเทคนิคน่ารู้ในการเตรียมตัวก่อนขับรถเที่ยวมาบอกต่อกันด้วย โดยมีวิธีการเตรียมตัวอย่างไรบ้างก็ต้องไปดูกันเลย
เตรียมร่างกายให้พร้อม

การจะเดินทางขับรถเที่ยวได้อย่างสนุกและปลอดภัย สิ่งสำคัญเลยก็คือ การดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดีนั่นเอง เพราะหากไปเที่ยวในขณะที่ร่างกายไม่พร้อม เช่น กำลังเจ็บป่วย ไม่สบาย ก็จะทำให้รู้สึกไม่ค่อยสนุกได้ และยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้สูง ดังนั้นอันดับแรก ก็ต้องมาเตรียมพร้อมร่างกายของตัวเองกันก่อนเลย ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่จะทำให้เจ็บป่วยไม่สบายได้ รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะช่วง 3 วันก่อนออกเดินทาง เพราะหากนอนน้อยหรือนอนดึกจะเกิดความง่วงสะสม ซึ่งอาจเกิดการหลับในขณะที่กำลังขับรถได้นั่นเอง
อุปกรณ์ของจำเป็นต้องครบ

เป็นสิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้เลย สำหรับอุปกรณ์และของจำเป็นที่จะต้องใช้ในการขับรถเที่ยว นั่นก็เพราะหากเกิดปัญหาอะไรติดขัดขึ้นมา ก็จะได้มีอุปกรณ์ไว้ใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ก่อนนั่นเอง โดยสิ่งของที่จำเป็นต้องพกไปด้วยในขณะขับรถเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ก็คือ ไฟฉาย ชุดปฐมพยาบาล ผ้าห่ม อะไหล่เปลี่ยนล้อรถ สายชาร์จในรถยนต์ และอุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันตัวได้ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ควรพกไว้อย่าได้ขาดเลยเชียว
เช็คลมยางรถก่อนออกเดินทาง

ลมยางรถ เป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องเช็คให้ดีก่อนออกเดินทาง เพราะหากลมยางอ่อนเกินไป จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายในระหว่างการขับรถเที่ยวได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องขับรถในระยะทางไกลด้วยแล้ว เพราะหากรถมีลมยางอ่อน เมื่อต้องขับรถในระยะทางไกลอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ยางเกิดความร้อนขึ้นมา จนเกิดการระเบิดได้ในที่สุด ซึ่งปกติแล้วควรเติมลมยางอยู่ที่ประมาณ 30-35 จะอยู่ในระดับที่เหมาะสมและทำให้ขับรถเที่ยวได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
ตรวจสอบเบรกรถสักนิด

อันตรายมากหากขับรถในขณะที่เบรกรถหมด หรือมีปัญหาในการเบรก เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้สูง ไม่ว่าจะขับรถด้วยความระมัดระวังมากแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นจึงควรตรวจสอบเบรกรถก่อนออกเดินทางท่องเที่ยวเสมอ โดยดูว่าสภาพเบรกเป็นอย่างไร สามารถเบรกได้ปกติดีหรือไม่ ทั้งนี้หากพบว่าเบรกรถมีปัญหา ควรนำไปซ่อมแซมแก้ไขให้เรียบร้อย ก่อนขับรถเที่ยวจะดีกว่า ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง
จดเบอร์โทรฉุกเฉินไว้ให้ครบ

อย่ามองข้ามการมีเบอร์โทรฉุกเฉินไว้ในโทรศัพท์มือถือ หรือสมุดโน้ตเล็กๆ ไว้พกติดตัว เพราะไม่อาจรู้ได้เลยว่า เมื่อไหร่จะเกิดเหตุด่วนเหตุร้าย หรืออุบัติเหตุ ซึ่งหากเกิดขึ้นในบริเวณที่ไม่ค่อยมีรถคันอื่นขับผ่านด้วยแล้ว การจะได้รับความช่วยเหลือจากคนที่พบเห็นก็เป็นไปได้น้อยมาก แต่หากจดเบอร์โทรฉุกเฉินเอาไว้ก็ย่อมสามารถหยิบขึ้นมาโทรเพื่อขอความช่วยเหลือได้ทันที โดยเบอร์โทรฉุกเฉินที่ขอแนะนำให้จดไว้เมื่อต้องขับรถเที่ยวหรือเดินทางไกล ก็มีดังนี้

    1155 ตำรวจท่องเที่ยว
    1669 เจ็บป่วยฉุกเฉิน
    199 ดับเพลิง
    1146 กรมทางหลวงชนบท
    191 เหตุด่วนเหตุร้าย
    1192 แจ้งรถหาย
    1554 หน่วยกู้ชีพ วชิรพยาบาล

อย่าลืมพกยาประจำตัวติดไปด้วย

สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว ควรพกยาประจำตัวไปด้วยเสมอ เพราะไม่อาจรู้ได้เลยว่าอาการของโรคจะกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ และหากมีอาการขึ้นมาในขณะที่กำลังขับรถเที่ยวก็คงไม่ดีแน่ เพราะฉะนั้นทางที่ดี ควรพกไว้ตลอดเวลาเลยจะดีกว่า โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคความดัน โรคเบาหวาน และโรคอื่นๆ ที่มักจะมีอาการรุนแรงแบบเฉียบพลันหรือต้องกินยาต่อเนื่อง เป็นต้น
สำรวจเส้นทางในการขับให้พร้อม

การรู้เส้นทางล่วงหน้าย่อมทำให้สามารถขับรถเที่ยวได้อย่างรวดเร็วทันใจมากขึ้น และยังปลอดภัยกว่าการไม่รู้เส้นทางเลย นั่นก็เพราะว่าก่อนออกเดินทางได้สำรวจไว้แล้วว่าต้องขับรถไปตามเส้นทางไหนบ้าง และมีตรงจุดไหนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหรือไม่ ซึ่งจะทำให้สนุกกับการเดินทางท่องเที่ยว โดยไม่ต้องกังวลกับความปลอดภัยในระหว่างเดินทางแล้ว
อย่าละเลยการเช็คน้ำมันเครื่อง

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้เลยกับการเตรียมพร้อมเพื่อการขับรถเที่ยวอย่างปลอดภัย นั่นก็คือน้ำมันเครื่องนั่นเอง เพราะหากน้ำมันเครื่องแห้ง จะทำให้รถเกิดปัญหาในระหว่างกำลังขับขี่ได้ ซึ่งจะทำให้การเดินทางท่องเที่ยว ต้องหมดสนุกไปกลางคัน และยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้สูง เพราะฉะนั้นอย่าละเลยที่จะเช็คน้ำมันเครื่องให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางอย่างเด็ดขาด

ไม่ยากเลยสำหรับวิธีการเตรียมตัวเพื่อเดินทางขับรถท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย ซึ่งนอกจากจะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่นแล้ว ก็ยังช่วยเซฟความปลอดภัยในระหว่างขับรถเที่ยวได้ดี และนอกจากคำแนะนำข้างต้น ก็อย่าลืมตรวจเช็คสภาพอากาศให้ดีก่อนออกเดินทางด้วยเช่นกัน โดยหากสภาพอากาศไม่ค่อยดี ไม่เหมาะกับการเดินทาง ก็ไม่ควรขับรถเที่ยวในช่วงเวลานั้นเป็นอันขาด

วิธีเตรียมตัวก่อนเล่นน้ำ ไม่ให้ผิวดำ ผิวไหม้ และไม่เกิดอันตรายต่อร่างกาย

มิถุนายน 29, 2553
นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวทะเล เขื่อนเก็บน้ำหรือน้ำตกส่วนใหญ่ ก็ล้วนอยากลงเล่นน้ำกันทั้งสิ้น แต่ด้วยอากาศที่ร้อนจัดของประเทศไทย การลงเล่นน้ำกลางแดดร้อนจัดในช่วงกลางวัน-บ่าย ก็อาจจะส่งผลเสียตามมาได้ โดยเฉพาะอาการผิวไหม้แดด ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนลงเล่นน้ำเสมอ โดยมีวิธีการเตรียมตัวดังนี้
ก่อนลงเล่นน้ำ ควรเตรียมตัวอย่างไร

    เลือกสวมเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้ง่าย สบาย ถ่ายเทอากาศได้ดี และที่สำคัญจะต้องแห้งง่ายด้วย
    ทาครีมกันแดดแบบกันน้ำ โดยเลือกครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อการปกป้องผิวจากรังสียูวีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเนื้อครีม ควรจะมีความบางเบา สบายผิว ทาแล้วไม่ทำให้เกิดความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ
    กระเป๋ากันน้ำ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น ทะเล น้ำตก มักจะไม่มีจุดบริการสำหรับฝากของ ทำให้ต้องพกพาไปด้วยตลอดเวลา ดังนั้นเมื่ออยากลงเล่นน้ำแต่ไม่รู้จะฝากของมีค่าอย่าง โทรศัพท์ กล้องและกระเป๋าสตางค์ไว้กับใครดี ก็ต้องมีกระเป๋ากันน้ำก่อน เท่านี้ก็สามารถลงเล่นน้ำได้แบบสบายๆ
    ใช้เครื่องสำอางแบบกันน้ำ เพราะผู้หญิงทุกคนล้วนอยากสวยตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อไปในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนเยอะๆ ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ไม่อยากเปลือยหน้าสดแม้ว่าจะต้องลงเล่นน้ำก็ตาม ดังนั้นจึงควรใช้เครื่องสำอางแบบกันน้ำในการแต่งหน้า เท่านี้เครื่องสำอางก็จะติดทน และไม่ต้องกลัวว่าตาจะกลายเป็นหมีแพนด้าหลังขึ้นมาจากน้ำ นอกจากนี้อาจใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารกันแดดด้วยก็จะดีมาก
    ผ้าเช็ดตัว โดยแนะนำให้เตรียมไว้ 2 ผืน สำหรับใช้ในการเช็ดตัวและเช็ดผมให้แห้ง โดยควรเป็นผ้าเช็ดตัวที่สามารถซึมซับน้ำได้ดี
    สบู่และแชมพูสระผม เพื่อใช้ในการอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายหลังจากลงเล่นน้ำ โดยสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมีห้องน้ำสำหรับบริการอาบน้ำพร้อม เพียงแต่ต้องเตรียมสบู่และแชมพูสระผมไปเอง
    หวีและเครื่องเป่าผม เพราะคงไม่มีใครอยากอยู่ในสภาพผมเปียกและดูยุ่งเหยิง จึงควรเตรียมหวีและไดรฟ์เป่าผมไปด้วย
    ถุงพลาสติกใบใหญ่ ใช้สำหรับใส่เสื้อผ้าที่ใช้แล้ว และใส่ผ้าขนหนูแยกต่างหาก โดยอาจเตรียมไปสักหลายๆ ใบ เพื่อแยกผ้าสีกับผ้าขาวหรือแยกเสื้อกับกางเกงด้วยก็ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ซักได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องมาแยกผ้าก่อนซักในภายหลังนั่นเอง นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ผ้าสีลอกสีใส่ผ้าขาว ซึ่งก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ได้ยากมาก
    ยาสามัญประจำบ้านหรือยาโรคประจำตัว เพราะการเจ็บป่วยเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นคงจะดีกว่าหากมีการเตรียมยาให้พร้อม เช่น ยาพาราแก้ปวด ยาหม่อง ยาแก้ปวดท้อง ยาดม เป็นต้น โดยจัดใส่กระเป๋าเดินทางไว้ในช่องที่สามารถหยิบออกมาใช้ได้ง่าย เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นจะได้มียาบรรเทาไม่ต้องยุ่งยากกับการหาซื้อยา ที่ไม่รู้จะมีขายหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีการเตรียมตัวไปพร้อม แต่ก็ไม่ควรลงเล่นน้ำในช่วงที่แดดจัดจนเกินไป โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วง 12.00 – 14.00 น. ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด