แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุทยานแห่งชาติเขาสก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุทยานแห่งชาติเขาสก แสดงบทความทั้งหมด

บัวผุด บัวสวรรค์ บัวตูม ดอกไม้ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดอกไม้อัศจรรย์ หาชมได้ยาก

มีนาคม 08, 2553
จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวติศาสตร์ มีเนื้อที่โดยประมาณ 12,891 ตารางกิโลเมตร (8,056,875 ไร่) เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของภาคใต้ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศ สภาพภูมิประเทศมีความหลากหลายตั้งแต่เกาะขนาดต่าง ๆ ในทะเลอ่าวไทย ภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบชายฝั่งทะเลกับที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีแม่น้ำที่สำคัญคือ แม่น้ำตาปีกับแม่น้ำไชยา มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 156 กิโลเมตร เป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศ เพราะมีธรรมชาติอันสวยงาม และมีดอกไม้ประจำจังหวัดคือ ดอกบัวผุด (บัวสวรรค์, บัวตูมหรือกระโถนฤาษี) เป็นดอกไม้อัศจรรย์ที่หาชมได้ยาก

ดอกบัวผุด หรือที่คนใต้มักเรียกกันว่า บัวตูม มีชื่อสามัญว่า Sapria Himalayana และชื่อวิทยาศาสตร์คือ Sapria himalayana Griff. พบในป่าดิบตั้งแต่แหลมมลายูลงไป และในไทยพบที่อุทยานแห่งชาติเขาสก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดอกบัวผุดเป็นพืชกาฝากที่อาศัยน้ำเลี้ยงจากรากของเถาวัลย์น้ำอย่าง เครือเขาน้ำหรือส้มกุ้ง ไม่มีลำต้น ไม่มีใบ มีเพียงดอกสีแดงประแต้มเหลืองใหญ่ราว 10 เซนติเมตร โผล่ขึ้นมาจากดินเท่านั้น เป็นดอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและมีกลิ่นที่เหม็นมาก ลักษณะคล้ายกับหม้อขนาดใหญ่มีกลีบหนา มีเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 50 – 100 เซนติเมตร ภายในดอกจะมีแผ่นแบนคล้ายจาน ส่วนด้านบนมีปุ่มคล้ายหนามแหลมจานนี้จะซ้อนเกสรตัวผู้กับรังไข่ไว้ด้านล่าง ที่โคนของดอกมีกลีบนำสีน้ำตาลอมเหลืองเรียงสลับซับซ้อนกันอยู่มาก เมื่อดอกยังสดอยู่ดอกบัวผุดจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลกรัม กลีบดอกมีความหนาตั้งแต่ 0.5-1 เซนติเมตร ใช้เวลาในการเติบโตนานกว่า 9 เดือน และดอกบัวผุดจะบานอยู่ได้แค่ 4-5 วัน จากนั้นจะค่อย ๆ ดำเน่าไป

ส่วนบัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นสปีชีส์ของโลกเมื่อปี พ.ศ. 2527 โดย Dr.W.Meijer จากมหาวิทยาลัยเคนตักกี สหรัฐอเมริกา ได้ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์สากลเพื่อเป็นเกียรติแก่นายแพทย์ชาวไอริส Dr.A.F.G.Kerr ผู้สำรวจพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2472 ซึ่งจากผลการสำรวจและวิจัยของฝ่ายพฤกษศาสตร์ กองบำรุง กรมป่าไม้ พบว่า บัวผุดพันธุ์ใหม่ที่พบในประเทศไทย เป็นพืชกาฝากที่เกาะกินเฉพาะน้ำเลี้ยงจากรากของไม้เถาของว่านป่าที่มีชื่อว่าย่านไก่ต้ม (Tetrastigma papillosum Planch) เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ทำให้หลาย ๆ คน เข้าใจผิดว่าเป็นดอกของย่านไก่ต้ม แต่ความจริงแล้วเถาย่านไก่ต้มเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์องุ่น (Vitidaceae) ที่มีเถาขนาดใหญ่ พบในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ที่มีฝนตกอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี พื้นดินเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายตามหุบเขาหรือบริเวณริมลำธาร ซึ่งดอกย่านไก่ต้มจะมีสีเขียวอมเหลืองขนาดโตประมาณ 2 เท่าของหัวไม้ขีดไฟ และจากการศึกษาพบว่า พันธุ์ไม้ตระกูลบัวผุด (Raffiesia) มีประมาณ 13-14 พันธุ์

ซึ่งดอกบัวผุดจัดเป็นพืชสมุนไพรที่หายากและมีคุณค่าสูงมาก เป็นยาแผนโบราณที่ค้นพบในสมัยโบราณ ช่วยแก้โรคได้หลายชนิด เช่น โรคท้องร่วง โรคเหน็บชา โรคเบาหวาน อาการไอ อาการหอบ อาการปวดเอว อาการปวดหลัง สตรีมีครรภ์รับประทานจะช่วยทำให้คลอดง่าย และนิยมนำมาปรุงเป็นยาบำรุงสตรีหลังคลอด ให้มีพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง ร่างกายกระปรี้กระเปร่า เลือดลมดี ร่างการผุดผาด มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง และดอกบัวผุดยังเป็นยาบำรุงสำหรับบุรุษเพศ และในปัจจุบันดอกบัวผุดนับได้ว่าหาชมได้ยาก เพราะป่าไม้ที่ถูกทำลายทำให้สภาพนิเวศน์ของป่าเปลี่ยนไป ซึ่งในประเทศไทยจะพบดอกบัวผุดได้ตามอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เช่น อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา จังหวัดระยอง เป็นต้น ดังนั้นในการชมความสวยงามของดอกบัวผุดที่จะมีให้เห็นกันปีละครั้ง จะต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของอุทยานฯ อย่างเคร่งครัด และต้องคอยระมัดระวังในการเดินชมดอกบัวผุด เพราะหากเผลอเหยียบปุ่มตาของบัวผุดที่ติดอยู่กับเครือเถาวัลย์ ย่านไก่ต้ม จะทำให้ดอกบัวผุดดอกนั้นตายและสูญพันธุ์ ไม่มีโอกาสที่จะเจริญเติบโตขึ้นมาได้อีก
เดินป่าชมดอกบัวผุดที่อุทยานแห่งชาติเขาสก

ดอกบัวผุดในอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะเปิดให้ชมในช่วงเดือนพฤศจิกายน – เดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณ 2-5 กิโลเมตร ถึงจะพบดอกบัวผุดเบ่งบาน โดยเส้นทางการเดินจะค่อนข้างชัน และมีความเป็นธรรมชาติค่อนข้างสูงมาก นักท่องเที่ยวจึงไม่ควรเร่งรีบในการเดิน ควรจะเดินไปเรื่อย ๆ เดินบ้าง พักบ้าง และในการชมความงดงามของดอกบัวผุด ควรเก็บแค่ภาพกับความประทับใจกลับบ้านไปเท่านั้น หากมีการฝ่าฝืนกฎข้อบังคับของอุทยานแห่งชาติเขาสก จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในทันที

ถ้ำปะการัง เขื่อนเชี่ยวหลาน ความงามแปลกตา หินงอกหินย้อยกลางธรรมชาติ

กุมภาพันธ์ 16, 2553
อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ทั้งหมด 461,712 ไร่ มีอาณาเขตทิศเหนือจรดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา ทิศตะวันออกจรดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและเขื่อนรัชชประภา ทิศตะวันตกจรดอุทยานฯ ศรีพังงา สภาพทั่วไปเป็นภูเขาดินกับภูเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อน ดูแปลกตาด้วยแนวผาที่สูงชัน ด้านทิศเหนือคือที่ตั้งของเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) มีบรรยากาศของทะเลสาบเหนือเขื่อนที่งดงาม จนได้รับฉายาว่า กุ้ยหลินเมืองไทย ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวในเขื่อนรัชชประภามีหลายที่ และแต่ละที่ต่างก็มีชื่อเสียงทั้งในกลุ่มของนักท่องเที่ยวต่างชาติกับนักท่องเที่ยวชาวไทย อย่างเช่น ถ้ำปะการัง

ถ้ำปะการัง ตั้งอยู่ในเขื่อนรัชชประภา เป็นถ้ำที่อยู่ทางด้านในเขาสก มีลักษณะแบบเดียวกันกับถ้ำน้ำลอดหรือถ้ำทะลุ เป็นถ้ำที่มีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี ภายในถ้ำมืดสนิท มีหินงอก หินย้อย ซึ่งสาเหตุที่เรียกว่าถ้ำปะการัง ก็เพราะว่าภายในถ้ำจะมีหินงอกหินย้อยแตกหน่อเล็ก ๆ คล้ายกับปะการังในทะเล ดูงดงามแปลกตา ราวกับอยู่ในท้องทะเล จากการสำรวจในเบื้องต้น หินย้อยรูปประหลาด ไม่ใช่ปะการังเหมือนในทะเล แต่อาจเกิดมาจากการตกตะกอนของน้ำหินปูน ที่เข้มข้นผสมกับความพิเศษของอากาศ จึงทำให้เกิดหินย้อยที่มีความเหมือนกับปะการัง ซึ่งจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ก็ได้ความว่าถ้ำแห่งนี้เคยอยู่ใต้ท้องทะลมาก่อน หินงอกหินย้อยต่าง ๆ ภายในถ้ำ จึงกลายเป็นเหมือนกับปะการัง และยังได้พบฟอสซิลสัตว์ทะเลเซลล์เดียวอายุประมาณ 250 – 400 ล้านปี ในหินปูน ซึ่งคาดว่าเคยเป็นทะเลดึกดำบรรพ์ของโลก สภาพภายในถ้ำสมบูรณ์และสะอาดมาก ๆ ไม่ค่อยมีกลิ่นมูลค้างคาวหรือกลิ่นอับเหมือนกับถ้ำทั่ว ๆ ไป
การเดินทางไปยังถ้ำปะการัง

ถ้ำปะการังอยู่ในบริเวณทะเลใน 500 ไร่ ของเขื่อนรัชชประภา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสน ถ้ำปะการังเป็นถ้ำที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการมาเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ เพราะสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาอย่างหินงอกหินย้อยที่อยู่ภายในถ้ำมีสภาพสมบูรณ์มีความสวยงามประดุจปะการังที่อยู่ใต้ท้องทะเล ทำให้รู้สึกตื่นเต้นอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก และภายในถ้ำยังสะอาดสะอ้าน ไม่มีกลิ่นสาบของขี้ค้างคาว อากาศภายในถ้ำจะชื้น ๆ หน่อยตามปกติของถ้ำ แต่ปลอดโปร่งไม่มีกลิ่นอับ

ในการเดินทางไปถ้ำปะการัง นักท่องเที่ยวจะต้องเดินป่าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร โดยเส้นทางในการเดินจะเป็นทางที่ช้างใช้ลากซุงสมัยก่อน มีความกว้างประมาณ 3 เมตรตลอดทาง ซึ่งเป็นทางเดินป่าที่ไม่ไกลนัก และไม่ลำบากผู้สูงอายุก็สามารถเดินได้อย่างสบาย ๆ แต่หลังจากที่ฝนตก ทางเดินก็จะแฉะ ๆ ลื่น ๆ ทำให้ค่อนข้างเดินยากสักหน่อย นักท่องเที่ยวจึงควรใส่รองเท้าที่เหมาะสำหรับการเดินป่า ซึ่งรองเท้าควรเลือกเป็นรองเท้าที่สวมใส่สบาย ไม่กัดเท้า พื้นควรเป็นยางนิ่มมีดอกหรือลวดลายที่เกาะพื้นดินหรือหินได้เป็นอย่างดี เพื่อลดโอกาสในการลื่นล้ม

ซึ่งการเดินทางไปยังถ้ำปะการัง จากแพที่พักต่าง ๆ จะต้องนั่งเรือเพื่อไปบริเวณจุดทางเข้า ตรงบริเวณนี้จะมีร้านขายของอยู่ แต่ราคาค่อนข้างจะสูงสักหน่อย หากยังไม่หิวแนะนำให้ซื้อของที่บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยถ้ำจันทร์ จะมีร้านค้าเปิดให้บริการ โดยเส้นทางจะเป็นทางลูกรัง มีขึ้นเนินลงเนินนิดหน่อย เดินง่ายสบาย ๆ ระหว่างทางก็อาจได้เห็นสัตว์ป่ากำลังเก็บผลไม้กินกันอยู่บนต้นไม้ อยู่กันเป็นครอบครัวน่ารักมาก ๆ เดินต่อมาเรื่อยๆ ประมาณเกือบ ๆ 2 กิโลเมตร จากบริเวณจุดทางเข้า จะพบกับบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยถ้ำจันทร์ มีเจ้าหน้าที่ของอุทยานดูแล และมีห้องน้ำให้เข้า จากบริเวณนี้จะนั่งแพไม้ต่ออีกรอบเพื่อไปยังถ้ำปะการัง ซึ่งจะไม่มีเรือหางยาว เพราะจุดนี้ไม่เชื่อมต่อกับผืนน้ำจุดอื่น หากจะเข้ามาต้องเดินข้ามเขามาเพียงอย่างเดียว ซึ่งน้ำที่เข้ามาสู่จุดนี้จะลอดถ้ำใต้เขาเข้ามาจึงเกิดทะเลสาบอีกหนึ่งผืนเรียกว่า ทะเลใน 500 ไร่ และจากบริเวณนี้นั่งแพไม้ ประมาณ 10 นาที ก็จะมาถึงอีกฝั่ง ปากถ้ำจะอยู่สูงขึ้นไปเล็กน้อย เดินประมาณ 50 เมตรก็จะถึงทางเข้าถ้ำ ซึ่งในการเช้าชมภายในถ้ำปะการัง จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานในการนำทาง , ห้ามนำสัมภาระต่าง ๆ เข้าไปด้วย และห้ามจับหินงอก หินย้อยภายในถ้ำอย่างเด็ดขาด และนอกจากความสวยงามของหินงอกหินย้อยแล้ว ภายในถ้ำปะการังก็ยังมีบริเวณที่น้ำหยดลงมารวมตัวกัน สีคล้ายสนิม และตรงที่หยดมีความคล้ายพระนางพญา เป็นที่น่าอัศจรรย์ จึงมีคนบริจาคเงินใส่ตู้ที่บริเวณแห่งนี้ และด้วยภายในถ้ำไม่มีไฟฟ้า ภายในค่อนข้างมืด นักท่องเที่ยวจึงควรติดไฟฉายไปด้วยสักคนละอัน และงดถ่ายรูปโดยใช้แฟลช เพราะแฟลชมีผลเสียต่อการงอกของถ้ำ
เตรียมตัวเดินป่าชมถ้ำปะการัง

แม้เส้นทางการเดินป่าเพื่อไปยังถ้ำปะการัง จะเป็นเส้นทางที่ไม่ไกล และค่อนข้างสบาย แต่ก็มีนักท่องเที่ยวที่รู้สึกเหนื่อย มีอาการปวดเมื่อยอย่างมาก เป็นตะคริว และบางรายลื่นล้มในระหว่างการเดินทาง ดังนั้นแล้วก่อนการเดินป่าจึงควรเตรียมร่างกายให้พร้อมซะก่อน ซึ่งในการเตรียมพร้อมร่างกาย นักท่องเที่ยวจะต้องออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังฟิตเนส การฝึกโยคะ การปั่นจักรยานหรือวิ่ง เพื่อให้หัวใจ กล้ามเนื้อ ร่างกายทุกส่วนได้คุ้นเคยก่อนที่จะใช้งานในการเดินป่า และต้องออกกำลังกายท่าง่าย ๆ เพิ่มเติม ที่ช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อน่องกับขาโดยตรง อย่าง ท่า Sit up (ท่ายืน-นั่งยอง) ทำเซทละ 50 ครั้ง/ไม่เกิน 2 นาที พัก 10 นาทีแล้วทำต่ออีกหนึ่งเซท ให้ทำวันละ 2-3 เซท (เช้า/เย็น) โดยให้เริ่มฝึกตั้งแต่ก่อนออกทริปอย่างน้อย 30-40 วัน เริ่มจาก 10-20-30-40-50 ครั้ง และควรทำให้ได้ครบ 50 ครั้ง/เซท ก่อนที่จะออกทริปอย่างน้อย 7 วัน โดยในการออกกำลังกายเพื่อเตรียมพร้อม ทุก ๆ ครั้งควรจะต้องทำการอบอุ่นร่างกายทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บขึ้นในระหว่างที่ออกกำลังกาย และในการเดินป่าต้องจำไว้เสมอว่า ให้ก้าวเท้าแบบสมาธิประสานกับการหายใจ ควรรักษาความเร็วในการเดินให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องเร่งฝีเท้า
 รูปภาพถ้ำประการัง

อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเขาดินกับภูเขาหินปูน ศูนย์กลางแห่งป่าฝน

มกราคม 06, 2553
อุทยานแห่งชาติเขาสก ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลคลองสก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี บริเวณตอนใต้ของประเทศไทย คือดินแดนศูนย์กลางของขุนป่าแห่งป่าฝน เป็นผืนป่าดิบชื้นผืนใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญของภาคใต้ มีเนื้อที่ทั้งหมด 738.74 ตารางกิโลเมตร หรือราว ๆ 461,712.5 ไร่ อาณาเขตทิศเหนือจดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา ทิศใต้จดนิคมสหกรณ์พนม ทิศตะวันออกจดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและเขื่อนรัชชประภา และทิศตะวันตกจดอุทยานแห่งชาติศรีพังงา มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอพนมและอำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาดินกับภูเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะช่องแคบเขากาเลาะมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนที่มียอดแหลมระเกะระกะ มีแนวหน้าผาที่สูงชันบางแห่งป็นแท่งสูงขึ้นไปในอากาศคล้ายกันกับหอคอยสูง สภาพป่าโดยทั่วไปของอุทยานแห่งชาติเขาสก เป็นป่าดงดิบชื้นที่สมบูรณ์มาก ลักษณะสภาพทั่วไปรกทึบ มีเรือนยอดต่อเนื่องจากชั้นบนสุดลงมาถึงพื้นดิน พบพันธุ์ไม้ที่สำคัญ เช่น ตะเคียนทอง ไข่เขียว จิกเขา นาคบุตร ยางเสียน ตาเสือ ตังหนใบใหญ่ เสียดช่อ คอแห้ง สะตอ เต้าหลวง ฯลฯ พืชพื้นล่าง เช่น ปุด เร่ว หวายขริง ปาล์มช้างไห้ หวายเดา ฯลฯ และด้วยความสมบูรณ์ของผืนป่าอุทยานแห่งชาติเขาสก จึงเป็นแหล่งรวมพืชหายากกับพืชเฉพาะถิ่น อาทิ สังวาลย์โนรี เอื้องฝาหอย มหาสดำ หมากพระราหู รองเท้านารีเหลืองกร บัวผุด ฯลฯ และอุทยานแห่งชาติเขาสก ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดกับสัตว์ป่าสงวนอย่าง แมวลายหินอ่อน เลียงผา เก้งหม้อ และสมเสร็จ
ประวัติความเป็นมา

เขาสก แต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า บ้านศก แต่ก่อนหน้านั้นเรียว่า บ้านศพ ซึ่งสาเหตุที่เรียกว่าบ้านศพนั้น คนเก่าแก่เล่าว่าเมื่อสมัยก่อนเป็นหมู่บ้าน อยู่กลางป่าไม่สามารถติดต่อกับที่ไหนได้เลย เมื่อในสมัยรัชกาลที่ 2 พม่าได้ยกทัพมาตีตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า ฉลาง (ภูเก็ต) ชาวบ้านจึงหนีเข้าป่าขึ้นเขานมสาวเขาสก แล้วมาตั้งบ้านเรือนเพื่อทำมาหากินปลูกพืชหาป่าล่าสัตว์ แต่ต่อมาได้เกิดโรระบาด ทำให้ชาวบ้านเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก บ้านศกจึงกลายเป็นบ้านร้าง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 บริษัทมหาไทยได้ทำการตัดถนนจาก อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปยังอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ผ่านบ้านศกและเขาสก โดยคนงานนับพันคนได้ทำการสร้างบ้านพักที่เชิงเขาพันธุรัตน์และล่าสัตว์โดยใช้เครื่องมือที่ทันสมัย ประกอบกับการเดินทางไปมาที่มีความสะดวก ชาวบ้านจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์กับสงขลา จึงเริ่มพากันมาจับจองที่ดิน ทำให้มีการตัดไม้ทำลายป่า ขอสัมปทานขุดแร่ และสัมปทานป่าไม้ ส่งผลให้ป่าไม้กับสัตว์ป่าลดลงอย่างมาก
การจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเขาสก

ในปี พ.ศ. 2519 ได้มีการสำรวจสภาพภูมิประเทศกับสภาพป่าทางเครื่องบิน พบว่าป่าโครงการไม้กระยาเลย คลองแสง คลองหยี เกือบทั้งหมดเป็นภูเขาสลับซับซ้อน โดยเฉพาะป่าบริเวณเขาสกเป็นป่าที่มีความสมบูรณ์ มีน้ำตกที่งดงามหลายแห่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำลำธารของแม่น้ำตาปี มีสัตว์ป่าชุกชุม และยังไม่เคยผ่านการทำไม้มาก่อน จึงน่าจะกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติเพื่อจะได้อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้ถูกทำลาย และยังเป็นประโยชน์ในการท่องเที่ยว รวมถึงมีประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม

กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงได้ทำการนำเสนอต่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ มีมติเห็นชอบ ให้ป่าบริเวณคลองหยีและคลองพระแสง ในท้องที่ ตำบลไกรสร ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน และ ตำบลคลองศก ตำบลพนม อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2523 และในปัจจุบันได้มีการผนวกพื้นที่ อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนรัชชประภา ซึ่งอยู่ในท้องที่ ตำบลตะกุกเหนือ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2537 ซึ่งนับเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งที่ 22 ของประเทศไทย
การเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติเขาสก

โดยรถยนต์ จะมีสองเส้นทางคือ จากอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานีหรืออำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 (สุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า) แยกเข้าอุทยานแห่งชาติเขาสก ตรงหลักกิโลเมตรที่ 109 ไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ
อุทยานแห่งชาติเขาสก มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ 3 เส้นทาง
เส้นทางที่ 1 น้ำตกบางหัวแรด-น้ำตกโตนกลอย

เส้นทางนี้จะเริ่มเดินจากที่ทำการอุทยานฯ และข้ามคลองบางเลนไปยังน้ำตกบางหัวแรด ซึ่งเป็นน้ำตกขนาด 2 ชั้น ไม่สูงมาก แต่มีความสวยงามและน่าลงเล่นน้ำไม่น้อย โดยอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 3 กิโลเมตร จากน้ำตกบางหัวแรดก็ให้เดินเลียบไปตามคลองสก ประมาณ 120 เมตร จะเจอกับน้ำตกวิ่งหิน เมื่อเดินต่อไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางเดินเท้าเลียบคลองสกประมาณ 40 เมตรก็จะผ่านวังยาว ซึ่งเป็นวังน้ำลึก โดยให้เดินขึ้นภูเขาเตี้ยๆ ข้ามคลองสก ไปตามทางแยกซ้ายประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะเจอกับน้ำตกธารสวรรค์ ซึ่งมีลักษณะเป็นแนวโค้งคล้ายแนวรุ้งกินน้ำ มีความสวยงามมาก เมื่อออกจากน้ำตกแห่งนี้ก็ให้เดินเลียบคลองสกไปอีก 2 กิโลเมตร จะเจอกันต้นน้ำ ที่มีลักษณะเป็นหน้าผาหันหน้าเข้าหากัน โดยแต่เดิมเป็นภูเขา แต่ถูกน้ำกัดเซาะจนกลายเป็นลักษณะดังกล่าว โดยตรงจุดนี้ก็เป็นสถานที่ลอยเถ้าอังคารของท่านพุทธทาส จากนั้นก็ให้เดินเท้าปีนเขาไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร จะถึงน้ำตกโตนกลอย ซึ่งเป็นน้ำตกชั้นเดียว มีน้ำไหลแรงตลอดปี โดยเมื่อรวมระยะทางทั้งหมดแล้ว มีความยาวประมาณ 9 กิโลเมตร เส้นทางเดินง่ายไม่ลำบาก นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินได้เอง
เส้นทางที่ 2 น้ำตกสิบเอ็ดชั้น

สำหรับเส้นทางนี้จะมีความลำบากหน่อย คือจะต้องปีนภูเขาสู่น้ำตกสิบเอ็ดชั้น และเส้นทางในการเดินมีความชันพอสมควร แต่ก็สามารถเดินเองได้โดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง ซึ่งมีระยะทางในการเดินทั้งหมดประมาณ 4 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 3 น้ำตกสิบเอ็ดชั้น เป็นวงกลม

สำหรับเส้นทางนี้จะใช้เส้นทางเดียวกันกับเส้นทางที่ 2 นั่นเอง แต่จะเดินแบบเป็นเส้นวงกลม และมีทางเดินเป็นขั้นบันได ซึ่งเดินง่าย โดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทางเหมือนกัน ซึ่งตามเส้นทางก็จะมีป้ายสื่อความหมายอยู่ และมีระยะทางในการเดินทั้งหมดรวม 2 กิโลเมตร
สถานที่เที่ยวที่น่าสนใจ

ในเขาสก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดดเด่นและเป็นที่นิยมดังนี้

    วังยาว เป็นจุดรวมของน้ำตกที่สวยงาม ได้แก่ น้ำตกบางหัวแรด เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มี 2 ชั้น โดยชั้นแรกจะไหลจากบางหัวแรดลงสู่คลองสก ส่วนชั้น 2 อยู่ในคลองสก และน้ำตกวิ่งหิน ซึ่งมีน้ำไหลลงมาบรรจบอย่างสวยงาม โดยเหนือขึ้นไปจากน้ำตกวิ่งหินประมาณ 40 เมตร ก็จะมีวังสำหรับเล่นน้ำเรียกว่า วังยาว เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเล่นน้ำกันมากที่สุด และอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานเพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น
    ตั้งน้ำ เป็นภูเขาที่ถูกน้ำเซาะจนมีลักษณะเป็นหน้าผาหันเข้าหากัน ส่วนเบื้องล่างจะมีคลองสกไหลผ่าน โดยสถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 6 กิโลเมตร แต่ต้องเดินทางโดยทางเท้าเข้าไปเท่านั้น
    น้ำตกโตนกลอย เป็นน้ำตกชั้นเดียวที่เกิดจากคลองสก มีลานหินสำหรับนั่งพักผ่อนบนชั้นน้ำตกได้ และด้วยอากาศที่เย็นสบายจึงเหมาะกับการผ่อนคลายที่สุด โดยอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 9 กิโลเมตร
    น้ำตกโตนไทร อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 11 กิโลเมตร โดยเป็นน้ำตกที่อยู่ในลำคลองสก มีขนาดไม่สูงนัก
    น้ำตกธารสวรรค์ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 9 กิโลเมตร โดยเป็นน้ำตกที่มีความงดงามมาก ซึ่งไหลลงมาจากหน้าผาชันและพุ่งโค้งคล้ายกัรุ้งกินน้ำ
    น้ำตกสิบเอ็ดชั้น เป็นน้ำตกที่มีลักษณะเป็นรูปขั้นบันได 11 ชั้น โดยน้ำตกจะไหลลงมาเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันตามร่องหน้าผาอย่างสวยงาม บริเวณชั้นล่างสุดจะมีแอ่งน้ำสำหรับลงเล่นน้ำได้ โดยอยู่ห่างจากที่ทำการ 4 กิโลเมตร
    น้ำตกแม่ยาย เป็นน้ำตกชั้นเดียว รถยนต์เข้าถึงได้ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 4.5 กิโลเมตร